fbpx
หนุ่มกรรชัย รายการแฉ

หนุ่มกรรชัย รายการแฉ

https://youtu.be/9W8HGmucKnA

หนุ่มกรรชัย ออกรายการแฉ พูดถึงการรีแบรนด์ไลโอ LYO ซี่งแบรนด์นี้มีมานานกว่า 18 ปี ซึ่งเคยจำหน่ายในร้านขายยามีเฉพาะแชมพูกับครีมนวดเท่านั้น แต่วันนี้เรานำกลับมาทำใหม่พร้อมกับสูตรใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม ซึ่งได้ร่วมมือและร่วมพูดคุยกับเภสัชกร ในการคิดค้นสูตรดีๆขึ้นมา จนได้เป็นไลโอแฮร์โทนิค LYO Hair Tonic ช่วยดูแลในเรื่องผมขาดหลุดร่วง และเรื่องของผมที่ขึ้นมาใหม่แล้วแข็งแรง

ไลโอ (LYO) กับ 7 สุดยอดอาหารบำรุงผมและหนังศีรษะ

ไลโอ (LYO) กับ 7 สุดยอดอาหารบำรุงผมและหนังศีรษะ

ผมสวยสุขภาพดี เริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารที่บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ควบคู่กับการดูแลและบำรุงจากภายนอกค่ะ ซึ่งวันนี้เรามี 7 สุดยอดอาหารบำรุงผมและหนังศีรษะมาฝากแต่จะมีอะไรบ้างลองมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

  • ผลิตภัณฑ์จากนม นมเป็นสารอาหารประเภทโปรตีน ซึ้งมีส่วนสำคัญมากในเรื่องการเจริญเติบโตของเส้นผม ช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรงค่ะ
  • ปลาแซลมอน อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินดี กรดไขมันโอเมก้า3 ช่วยบำรุงหนังศีรษะให้ชุ่มชื่นลดปัญหาแห้ศีรษะแห้งหลุดลอกเป็นขุย
  • กล้วย มีสารอาหารสำคัญต่อเส้นผมและหนังศีรษะ เช่น วิตามินบี6 และแร่ซิลาก้า ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้แข็งแรง ป้องกันการขาดหลุดร่วงของเส้น
  • ไข่ไก่ อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 และโปรตีนซึ่งสำคัญต่อรากผมช่วยซ่อมแซมและบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ลดปัญหาผมขาดหลุดร่วงค่ะ
  • ถั่วและธัญพืช มีโอเมก้า 3 และวิตามิน ซึ่งช่วยเสริมเกราะป้องกันให้เส้นผมจากความร้อน รังสียูวีจากดวงอาทิตย์
  • ผักใบเขียว อุดมไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินซี ช่วยบำรุงสุขภาพหนังศีรษะให้มีสุขภาพดี เช่น ผักโขม บร็อคโคลี่ กระหล่ำปลี เป็นต้น
  • หอยนางรม หอยแมลงภู่ อุดมไปด้วยธาตุสังกะสี ซึ่งช่วยให้ผมเงางาม ป้องกันปัญหาผมร่วง ลดการเกิดรังแค

นอกจากการบำรุงจากภายในแล้ว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ เพื่อให้ได้ผมสวยสุขภาพจากภายในภายนอกค่ะ เราขอแนะนำ “ไลโอ” lyo ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ ปลอดภัย ไร้สารเคมีที่เป็นอันตราย ภายใต้การคิดค้นโดยทีมเภสัชและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มั่นใจในผลลัพธ์ช่วยลดปัญหาผมร่วง ผมบาง ผมแห้งเสีย ชะลอผมหงอกก่อนวัย รังแค และปัญหาหนังศีรษะอื่นๆ ซึ่งในไลโอ (LYO) ก็มีสารสกัดจากธรรมชาติที่มาบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะมีด้วยกัน 9 ชนิด ดังนี้

  • ว่านหางจระเข้ออร์แกนิค เพิ่มความชุ่มชื่นเส้นผมและหนังศีรษะ ขจัดรังแค ลดอาการแพ้การระคายเคืองของหนังศีรษะ
  • ทีทรีออยล์ ลดความมัน รังแค อาการคันจากเชื้อแครีเรียและลดการก่อตัวของเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของปัญหาบนหนังศีรษะ
  • เอเอชเอ หรือ กรดผลไม้ ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนหนังศีรษะให้หลุดลอกออกไป ทำความสะอาดหนังศีรษะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • วิตามินอี วินตามอีให้ความชุ่มชื้นบนเส้นผมและหนังศีรษะ พร้อมปกป้องเส้นผมจากการถูกทำลาย
  • ถั่วและธัญพืช มีโอเมก้า 3 และวิตามิน ซึ่งช่วยเสริมเกราะป้องกันให้เส้นผมจากความร้อน รังสียูวีจากดวงอาทิตย์
  • โปรวิตามิน บี 5 ช่วยเป็นเกราะให้กับเส้นผมและหนังศีรษะ ป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น
  • อัญชัน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยบำรุงให้ผมนุ่มสวย ดกดำ เงางาม อย่างเป็นธรรมชาติ
  • โสม เร่งการเจริญเติบโตของผม ช่วยขจัดสารพิษบนหนังศีรษะ เพ่ิมความแข็งแรงของรากผม ลดการหลุดร่วงของเส้นผม ช่วยแก้ปัญหารังแค และอาการคันหนังศีรษะ
  • รากมัลเบอร์รี่ กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม บำรุงเส้นผมให้นุ่มดกดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย
  • ต้นอ่อนถั่วลันเตา (AnaGain) กระตุ้นการเติบโตของเส้นผมจากต้นเหตุ ลดการขาดหลุดร่วง และสร้างรากผมหม่ให้แข็งแรง

ทั้งหมดนี้คือคุณ ณ ประโยชน์ทั้งภายในและภายนอก ที่มีส่วนช่วยให้การบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ให้มีความสมบูรณ์ แข็งแรง สุขภาพดี เพื่อคืนความมั่นใจให้กับตัวคุณค่ะ

เครียด ผมร่วงทำยังไงดี

เครียด ผมร่วงทำยังไงดี

เครียด ผมร่วง ทำไงดี

     ความเครียดเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการหลุดร่วงของเส้นผม ทำให้เกิดปัญหาผมบาง หัวล้าน ผมร่วงเป็นหย่อมๆ เสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ วันนี้แอดมินมีเคล็ดลับแต่ไม่ลับมาบอกต่อกันค่ะว่าเราจะชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม ได้อย่างไร

     นอกจากความเครียดที่ทำให้ผมหลุดร่วง บาง แล้ว กิจกรรมที่ทำบนศีรษะก็เป็นปัญหาเช่นกันที่ทำให้ผมหลุดร่วง บาง ผมแห้งเสีย แตกปลาย รังแค ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการ ไดร์ผม ดัดผม ยืดผม หนีบผม ย้อมสี เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นเราจึงมีตัวช่วยป้องกันและช่วยดูแล เส้นผมของเราให้อยู่กับเราไปนานๆ

     ผลิตภัณฑ์ LYO ไลโอ คือผู้ช่วยดูแลแทนคุณที่จะดูแล บำรุง เส้นผม อย่างล้ำลึกถึงขั้นเซลล์ผม ลดการขาดหลุดร่วง เสริมสร้างรากผมใหม่ให้แข็งแรง ปลูกผม เร่งผมให้ยาวเร็ว ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ตายแล้วบนหนังศีรษะ ชะลอผมหงอกก่อนวัย ฯลฯ

     ไลโอแชมพู LYO Shampoo ทำความสะอาดเส้นผม ลดความมัน รักษาอาการคัน บำบัดหนังศีรษะ ล้างสารเคมีตกค้าง ลดการหลุดร่วงของเส้นผม เสริมรากผมใหม่ให้แข็งแรง กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม ยึดรากผมให้แข็งแรงไม่หลุดร่วงง่าย

     ไลโอครีมนวดผม LYO Conditioner  บำรุงและฟื้นฟูผมแห้งเสีย แตกปลายให้ผมนุ่มสลวย ไม่พันกัน พร้อมทั้งช่วยลดผมขาดหลุดร่วง บำรุงรากผมใหม่ให้แข็งแรงด้วย

     ไลโอแฮร์โทนิค LYO Hair Tonic เป็นสารสกัดจากธรรมชาติออแกนิค สูตรเข้มข้น ช่วยปรับสมดุลให้หนังศีรษะ ฟื้นฟูรากผม และกระตุ้นการเกิดใหม่ของเซลล์ผม ช่วยปรับโครงสร้างของเส้นผมได้อย่างถาวร ลดการหลุดร่วงของเส้นผมโดยตรงและเสริมสร้างรากผมที่เกิดใหม่ให้แข็งแรงทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ของไลโอ เป็นตัวช่วยดูแลเรื่องผมขาดหลุดร่วง เร่งผมยาว กระตุ้นรากผมที่เกิดใหม่ให้แข็งแรง เหมาะมากสำหรับคนที่มีปัญหาหนังศีรษะ  หัวล้าน ผมบาง หัวเถิก ผมหงอกก่อนวัย รังแค อาการคันหนังศีรษะ รวมไปถึงอาการอักเสบของหนังศีรษะขั้นรุนแรง เพิ่มความมั่นใจ เสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดียิ่งขึ้น

โรคเบาหวาน (Diabetes)

โรคเบาหวาน (Diabetes)

เบาหวาน (Diabetes) คือ ภาวะเรื้อรังของการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเกิดการความบกพร่องของการสร้างอินซูลิน หรือการทำงานของอิซูลิน ส่งผลต่อการดูดซึมน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงานมีความผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวานมักจะเกี่ยวพันกับโรคแทรกซ้อนที่ร้ายแรงหลายโรค อวัยต่างๆเสื่อม อาการแทรกซ้อน และอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร

อาการของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานในระยะแรกจะไม่มีการแสดงอาการผิดปกติ ผู้ป่วยบางรายจะพบก็ต่อเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน อากาของโรคเบาหวานที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่

  • กระหายน้ำ ปากแห้ง หิวบ่อย ปัสสาวะบ่อยขึ้น หากเริ่มมีอาการดังกล่าวมากขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะกระหายน้ำมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณของโรค เนื่องจากร่างกายต้องการขับน้ำตาลที่มีอยู่สูงในเลือดออกมาทางปัสสาวะนั่นเอง
  • น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ เป็นสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานบางชนิด มีน้ำตาลในเลือดสูงจะทำให้น้ำหนักลดลงอย่างเร็วมาก
  • อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย อารมณ์ไม่คงที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดส่งผลต่อการทำงานทุกระบบและมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วยเช่นกัน
  • บาดแผลหายช้า มีการติดเชื้อหรือรอยพกช้ำ

สาเหตุของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุด้วยกัน ได้แก่

  • ความผิดปกติของตับอ่อน เสื่อมสภาพ ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอิซูลินได้ หรือไม่เพียงพอต่อร่างกาย รวมถึงการเกิดภาวะการดื้ออินซูลิน
  • กรรมพันธุ์ จากประวัติของผู้ป่วยโรคเบาหวานส่วนใหญ่พบว่า ผู้ที่มีพ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้เช่นเดียวกัน หรือผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาอยู่แล้วโดยกำเนิด
  • โรคอ้วนหรือความอ้วน ร้อยละ 80 ของคนที่เป็นโรคอ้วน มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานค่อนข้างสูง ซึ่งจากน้ำตาลในเลือดหรือไขมันส่วนเกินจะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน
  • การรับประทานอาหาร เนื่องจากปัจจุบัน พฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ซึ่งเต็มไปด้วยแป้งและไขมัน เครื่องดื่มแต่ละชนิดที่มีน้ำตาลมากเกินกว่าที่ร่างกายจะสามารถขจัดให้หมดไปจากร่างกายได้ใน 1 วัน
  • การเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกายน้อยในแต่ละวัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการขจัดน้ำตาลได้น้อย ทำให้น้ำตาลถูกสะสมในเลือดได้ง่าย

การรักษาโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานโรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ แต่เราก็สามารถควบคุมและบรรเทาความรุนแรงของโลคได้ ซึ่งการรักษานั้นจจะมีอยู่ 2 วิธีหลักๆ โดยการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน และการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด

  • การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน ในเบื้องต้นแพทย์จะทำการวินิจฉัยระดับความรุนแรงของโรคเบาหวาน เบื้องต้องของการรักษาจะให้ผู้ป่วยรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือด และผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดต่อเนื่อง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงของโรคมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยไม่ปฏิบัติตามแพทย์สั่งและไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน
  • การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานในระยะแรก คือาการไม่รุนแรงมากนัก วิธีธรรมชาติบำบัดนั้น จะช่วยบรรเทาอาการได้ดี การควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารบางอย่างที่เป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีการดึงเอาค่ะน้ำตาลออกมาใช้เป็นพลังงานให้มากขึ้น รวมถึงการทำจิตใจให้ผ่องคลาย เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ การทำใจให้ผ่อนคลายอยู่เสมอ ยังทำให้เรามีความสุขมากยิ่งขึ้นพื้นฐานจิตใจที่ดีย่อมช่วยยกระดับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างง่ายๆ

วิธีป้องกันโรคเบาหวาน
การป้องกันและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน สามารถปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ดังนี้

  • คอยตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลในอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การรับประทาอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินเพียงพอ การรับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว ในข้าวกล้องอุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารต่างๆมากมาย ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานได้ดี หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลต่อการทำลายตับให้เสื่อมสภาพลง และเสี่ยงต่อภาวะตับแข็ง
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้น้ำตาลและแป้งที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อถูกดึงออกไปใช้เป็นพลังงาน
  • ควบคุมน้ำหนักให้คงที่ ลดความเสี่ยงต่อการเกอดโรคอ้วน ซึ่งจากการวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
โรคซึมเศร้า (Depression)

โรคซึมเศร้า (Depression)

โรคซึมเศร้า (Depression) คือ ภาวะความผิดปกติทางอารมณ์ที่พบบ่อยมาก เป็นความเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความคิด วิตกกังวล รู้สึกเศร้า สิ้นหวัง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือรู้สึกว่าตนด้อยค่า ซึ่งมีผลต่อการนอนหลับ การใช้ชีวิตประจำวันในด้านต่าง ๆ แม้ความรู้สึกและอารมณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนในช่วงครั้งคราว แต่อาการของภาวะซึมเศร้านั้นจะมีความรุนแรงและยาวนานกว่ามาก และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย พบมากในช่วงอายุ 20-40 ปี โรคซึมเศร้าส่วนใหญ่จะเริ่มพัฒนามาจากผู้ป่วยที่มีความเครียดและความวิตกกังวล สิ้นหวัง มีทัศนคติในแง่ลบ และคิดฆ่าตัวตายในที่สุด

อาการของโรคซึมเศร้า

  • การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ รู้สึกหงุดหงิด วิตกกังวล เศร้างหมอง ท้อแท้ เบื่อหน่าย ขาดความสนใจ ความพึงพอใจ และความสนุกสนาน อารมณ์การตอบสนองกับสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ หรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจมาก่อน
  • การเปลี่ยนแปลงทางความคิด มีทัศนคติในแง่ลบ ครุ่นคิดวนเวียนเวียนกับเรื่องต่างๆในแง่ลบ หมดหวัง สิ้นหวัง และโดดเดี่ยว สูญเสีญความมั่นใจที่เคยมี สมาธิหรือความจำลดลง มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเองหรือคิดฆ่าตัวตาย
  • การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย น้ำหนักตัวลด เนื่องจากการเบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย สีหน้าเศร้าหมอง การเคลื่อนไหวหรือการโต้ตอบเชื่องช้า พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนไม่หลับ หรือตื่นบ่อยในเวลากลางคืน เหนื่อยง่ายแม้จะทำกิจกรรมเบาๆ

สาเหตุของโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและปัจจัยจนพัฒนาไปเป็นภาวะซึมเศร้า ได้แก่

  • การทำงานของสมองบางส่วน ที่มีความผิดปกติและความผิดปกติของมีระดับของสารเคมีไม่สมดุลกัน
  • บุคลิกภาพและลักษณะนิสัย ผู้ป่วยที่เอื้อต่อการเผชิญภาวะซึมเศร้า ทัศนคิติการของโลก
  • เหตุการณ์ตึงเครียดในชีวิตและการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง
  • อาการป่วยจากโรคร้ายแรง หรือเรื้องรัง และการใช้ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยารักษาโรความดันโรหิต ซึ่งอาจส่งผลข้างเคียงในลักษณะอาการซึมเศร้า

การรักษาโรคซึมเศร้า
ทางการแพทย์ในปัจจุบันการรักษาโรคซึมเศร้ามีด้วยกัน 3 วิธี ได้แก่

  • การใช้ยาต้านซึมเศร้า (Antidepressants)
  • การพูดคุยบำบัดทางจิต (Psychotherapy)
  • การกระตุ้นเซลล์สมองและประสาท (Brain Stimulation Therapies)

โดยมากแพทย์จะรักษาด้วยการใช้ยาต้านซึมเศร้าและการพูดคุยบำบัดกับผู้ป่วยควบคู่กันไป ในบางผู้ป่วยบางรายมีภาวะซึมเศร้าที่รุนแรง ฆ่าตัวตายจะใช้การรักษาด้วยการกระตุ้นเซลล์สมองและระบบประสาท

การป้องกันโรคซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้าไม่มีวิธีการป้องกันที่แน่นอน เนื่องจากสาเหตุและปัจจัยบางประการอยู่เหนือการควบคุม แต่การสร้างพฤติกรรมทางสุขภาพจิตที่ดี การเลือกรับประทานอาหารและออกกำลังกาย การรักษาสภาวะอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่วิตกกังวลมากจนเกินไป การทำกิจกรรมเพื่อความสนุกสนาน ผ่อนคลาย เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะซึมเศร้าได้

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองชนิดหนึ่งที่พบบ่อยที่สุด โดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองทุกส่วน โดยมีผลกระทบต่อความจำ ความคิด พฤติกรรม รวมถึงการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ในระยะแรกผู้ป่วยจะยังคงสามารถทำกิจวัตรประวันที่เคยทำเป็นประจำได้ เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหาร ขับถ่าย เป็นต้น ภาวะความจำเสื่อมจะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะสุดท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์เกิดจากการฝ่อของสมอง เซลล์ประสาทหยุดการทำงาน ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าการฝ่อตัวของสมองเกิดขึ้นจากสาเหตุใด แต่พบในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีการสะสมของอะไมลอยด์พลัค (Amyloid Plaques) ซึ่งเป็นสารโปรตีนผิดปกติชนิดหนึ่ง สะสมอยู่ในเซลล์ประสาท และมีกลุ่มใยประสาทที่พันกันและค่อยๆถูกทำลาย เมื่อเวลาผ่านไป ความเสียหายของสมองและแพร่กระจายไปสู่สมองส่วนต่างๆ

ปัจจัยอื่นๆที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์

  • อายุ คือปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จากสถิติพบว่าร้อยละ 25 ของผู้มีอายุ 85 ปี
  • กรรมพันธุ์ สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคอัลไซเมอร์ ลูกมีโอกาศเสี่ยงต่อการโรคอัลไซเมอร์ 50% ผู้ป่วยกลุ่มนีัจะเกิดอาการเมื่ออายุ 40 – 60 ปี
  • โรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้น
  • ความผิดปกติในเนื้อสมอง อุบัติเหตุที่สมอง หรือสมองได้รับบาดเจ็บ
  • พฤติกรรม การใช้ชีวิตประจำวันของคนบางกลุ่ม ที่มักใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ฝึกพัฒนาความคิด

อาการของโรคอัลไซเมอร์สามารถแบ่งได้ 3 ระยะ

  • ระยะเริ่มแรก ผู้ป่วยมีความบกพร่องในเรื่องของการจดจำข้อมูล อาการหลงลืม เช่น ลืมเหตุการณ์หรือบทสนทนาที่เพิ่งเกิดขึ้น ลืมปิดประตู ลืมชื่อคน กระทำอะไรซ้ำๆ ย้ำๆ ความสามารถในการตัดสินใจลดน้อยลง ลังเล สับสนที่จะทำอะไรใหม่ เป็นต้น
  • ระยะที่สอง ผู้ป่วยจะสูญเสียความทรงจำในระยะสั้น ความรู้ความสามารถจะค่อยๆบกพร่องไป อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด รวมทั้งมีภาวะซึมเศร้า ไม่สามารถจดจำชื่อบุคคล คนในครอบครัว สถานที่ ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องได้รับการช่วยเหลือในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การแต่งตัว หรือการเข้าห้องน้ำ
  • ระยะที่สาม ผู้ป่วยจะสับสน สูญเสียความทรงจำ การใช้ภาษาการสื่อสาร จนกระทั่งไม่สามารถพูดหรือสื่อสารได้เลย ผู้ป่วยระยะนี้ต้องได้รับการดูแลตลอด เนื่องจากไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆได้เลย ทั้งการอาบน้ำ รับประทานอาหาร การขับถ่าย การเดินหรือแม้กระการนั่ง หากไม่มีผู้ดูแล ผู้ป่วยจะนอนนิ่งๆอยู่บนเตียงตลอดเวลา ซึ่งอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ เช่น การติดเชื้อของแผลกดทับ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบเกลือแร่ขาดสมดุล เป็นต้น

การดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์
การดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคดังกล่าว

  • ควรปรับสถานที่ จัดห้อง หรือบ้านให้น่าอยู่ เอื้อต่อตัวผู้ป่วย ให้สามารถใช้ชีวิตได้งายขึ้น
  • เก็บสิ่งของมีคม หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อาจทำให้เกิดอันตรายให้มิดชิด
  • พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อติดตามประเมินอาการ หรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
  • ควรหากิจกรรม ทำร่วมกับผู้ป่าวย เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้ป่วย ผ่อนคลายความวิตก กังวล

การป้องกันโรคอัลไซเมอร์
คำแนะนำสำหรับการดูแลตนเอง เพื่อชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์

  • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้สด ธัญพืช น้ำมันมะกอก ปลา รวมถึงอาหารที่ให้โปรตีน วิตามินบี 12 , วิตามินซี และกรดโฟลิคสูง เป็นต้น เพื่อบำรุงระบบประสาทและสมอง เพิ่มประสิทธิภาพของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาหารหวานจัดหรือเค็มจัด เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้มีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคเบาหวาย โรคไต และโรคความดันโลหิตสูง
  • ทำกิจกรรมต่างๆที่ให้สมองได้ฝึกการคิด เช่น การอ่านนั่ง เล่นเกมส์ หรือกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและสมอง
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ